ข้ามไปยังเนื้อหา
คลังตรวจสอบฮะดีษ daasee.com
خلاصة حكم الحديث

ฮะดีษที่ได้ยินกันบ่อย
แต่สายรายงานไม่ยืนยัน

ค้นตัวบทภาษาอาหรับหรือคำแปลไทย แล้วดูคำตัดสินของนักวิชาการหะดีษว่ารายการนั้นอ่อน ปลอม หรือไม่มีที่มา ก่อนจะนำไปสอนหรือส่งต่อให้ผู้อื่น

1,457รายการทั้งหมด
1,400แหล่งอ้างอิง
1,450มีคำแปลไทยแล้ว

พบ 27 รายการที่ตรงกับตัวกรอง

#243 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
300 - ((كان الرسول صلى الله عليه وسلم يقول: الله أكبر، كلَّما يرفع من الركوع، وفي يوم من الأيام تأخَّر أبو بكر الصدِّيق رضي الله عنه عن الصلاة خلف الرسول صلى الله عليه وسلم وحزن، وذهب إلى المسجد مسرعًا، فوجد أن الرسول صلى الله عليه وسلم ما زال في الركوع ولم يرفعْ منه، فحمد الله كثيرًا، فنزل جبريل للرسول صلى الله عليه وسلم وهو في الركوع، وقال له: لقد سمع الله لمن حمده - يقصد أبا بكر - فأصبحت (سمِع الله لمن حمده) بدَلَ (الله أكبر) في كلِّ صلاة إلى يوم القيامة)).

คำแปลภาษาไทย

300 - ((ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า อัลลอฮุ อักบัรฺ ทุกครั้งที่ท่านเงยขึ้นจากรุกูอฺ และในวันหนึ่ง อบู บักรฺ อัศ-ศิดดีก ขออัลลอฮฺทรงโปรดปรานท่าน ได้มาสายจากการละหมาดข้างหลังท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และรู้สึกเสียใจ ท่านจึงรีบไปยังมัสยิด ก็พบว่าท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ยังคงอยู่ในท่ารุกูอฺและยังไม่เงยขึ้นจากมัน ท่านจึงกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺอย่างมาก ญิบรีลจึงลงมายังท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในขณะที่ท่านอยู่ในท่ารุกูอฺ และกล่าวกับท่านว่า แท้จริงอัลลอฮฺทรงได้ยินผู้ที่สรรเสริญพระองค์แล้ว (หมายถึง อบู บักรฺ) ดังนั้น (สะมิอัลลอฮุ ลิมัน หะมิดะฮ์) จึงกลายมาเป็นแทนที่ (อัลลอฮุ อักบัรฺ) ในการละหมาดทุกครั้งไปจนถึงวันกิยามะฮ์))
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#248 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
305 - حديث: ((نظرة إلى وجْه العالم أحبُّ إلى الله من عِبادة ستِّين سنةً صيامًا وقيامًا)).

คำแปลภาษาไทย

การมองใบหน้าของผู้รู้เป็นที่รักยิ่งต่ออัลลอฮ์กว่าการเคารพภักดีหกสิบปี ทั้งการถือศีลอดและการยืนละหมาด
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#249 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
306 - حديث: ((المدينة خير من مكَّة)).

คำแปลภาษาไทย

มะดีนะฮ์ดีกว่ามักกะฮ์
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#250 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
307 - حديث: ((ابن عمر إذا دخل أحدكم المسجد والإمام على المنبر فلا صلاةَ ولا كلام حتى يفرغ الإمام)). وفي لفظ: ((إذا صعِد الخطيب المنبر، فلا صلاة ولا كلام)).

คำแปลภาษาไทย

อิบนุ อุมัร กล่าวว่า: “เมื่อคนใดคนหนึ่งในพวกท่านเข้ามัสญิด และอิหม่ามอยู่บนมิมบัร ก็ไม่มีการละหมาดและไม่มีการพูดคุย จนกว่าอิหม่ามจะเสร็จสิ้น”
และในอีกสำนวนหนึ่ง: “เมื่อคอฏีบขึ้นมิมบัร ก็ไม่มีการละหมาดและไม่มีการพูดคุย”
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#251 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
308 - حديث: ((إنَّ لله تبارك وتعالى في كل ليلة من رمضان عند الإفطار ألفَ ألف عتيق من النار)).

คำแปลภาษาไทย

แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงจำเริญและทรงสูงส่ง ทรงมีในทุกค่ำคืนของเดือนเราะมะฎอน เมื่อถึงเวลาละศีลอด ผู้ถูกปลดปล่อยจากไฟนรกหนึ่งล้านคน
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#252 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
309 - حديث: ((إن الله أوحى إلى الحَفظة ألَّا يكتبوا على صوَّام عبيدي بعد العصر سيِّئة)). وفي لفظ: ((إن الله يوحي...)).

คำแปลภาษาไทย

แท้จริงอัลลอฮฺทรงมีบัญชาแก่มลาอิกะฮฺผู้พิทักษ์ ว่าอย่าได้บันทึกความผิดบาปใดๆ แก่บรรดาผู้ที่ถือศีลอดจากปวงบ่าวของข้า หลังจากเวลาอัสรี
และในอีกสำนวนหนึ่ง (กล่าวว่า): แท้จริงอัลลอฮฺทรงดลใจ...
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#253 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
310 - حديث: ((إنَّ الجنة لتُنجَّد وتزيَّن من الحول إلى الحول؛ لدخول شهر رمضان، فإذا كانت أولُ ليلة من شهر رمضان هبَّت رِيح من تحت العرش، يقال لها: المثيرة، فتصفق ورق أشجار الجنان، وحلق المصاريع، فيُسمع لذلك طنينٌ لم يَسمع السامعون أحسنَ منه، فتبرز الحور العين يقفن بين شُرف الجنة، فينادين: هل من خاطب إلى الله فيزوِّجه، ثم يقلن الحور العين: يا رضوان الجنة، ما هذه الليلة؟ فيجيبهن بالتلبية، ثم يقول: هذه أول ليلة من شهر رمضان... ويقول الله عز وجل في كل ليلة من شهر رمضان لمنادٍ ينادي ثلاث مرات: هل من سائل فأعطيَه سؤله؟ هل من تائب فأتوبَ عليه؟ هل من مستغفر فأغفرَ له؟ من يقرض المليء غير العدوم، والوفيَّ غير الظلوم؟... وإذا كانت ليلة القدْر يأمر الله جبرائيل عليه السلام فيهبط في كَبكبة من الملائكة، ومعهم لواء أخضر، فيركز اللواء على ظهر الكعبة، وله مئة جَناح... فإذا كانت ليلةُ الفطر بعث الله عز وجل الملائكة في كلِّ بلد، فيهبطون إلى الأرض، فيقفون على أفواه السِّكك، فينادون بصوت يسمع من خلق الله عز وجل إلا الجن والإنس، فيقولون: يا أمة أحمد، اخرجوا على ربٍّ كريم، يعطي الجزيل، ويغفر الذنب العظيم، فإذا برزوا في مصلَّاهم يقول الله عز وجل: يا ملائكتي ما جزاء الأجير إذا عمِل عمله؟ قال: يقول الملائكة: إلهنا وسيدنا، جزاؤه أن توفيه، قال: إني أشهدكم يا ملائكتي أني قد جعلت ثوابهم من صيامهم شهر رمضان وقيامهم رضائي... ويقول: يا عبادي سلوني، فوعزَّتي وجلالي... قال: فتفرح الملائكة وتستبشر بما يُعطي الله عز وجل هذه الأمَّة، فإذا أفطروا من شهر رمضان...إلخ)).

คำแปลภาษาไทย

310 - ฮะดีษ: ((แท้จริงสวรรค์นั้นถูกปูพรมและประดับประดาจากรอบปีหนึ่งสู่อีกรอบปีหนึ่ง เพื่อการมาถึงของเดือนเราะมะฎอน เมื่อเป็นค่ำคืนแรกของเดือนเราะมะฎอน ลมสายหนึ่งได้พัดมาจากใต้บัลลังก์ มันถูกเรียกว่า: อัล-มุษีเราะฮ์ แล้วมันก็พัดกระทบใบไม้ของบรรดาต้นไม้ในสวรรค์และห่วงบานประตู แล้วได้ยินเสียงก้องกังวานจากสิ่งนั้นที่ผู้ได้ยินไม่เคยได้ยินเสียงใดที่ดีกว่ามัน แล้วบรรดาสาวพรหมจรรย์ตาคมก็จะปรากฏตัว ยืนอยู่ระหว่างเชิงกำแพงของสวรรค์ แล้วพวกนางก็ร้องเรียก: มีใครบ้างที่จะขออัลลอฮฺให้เขาแต่งงาน แล้วพระองค์จะทรงให้เขาแต่งงาน? แล้วบรรดาสาวพรหมจรรย์ตาคมก็กล่าว: โอ้ ริฎวาน ผู้ดูแลสวรรค์ ค่ำคืนนี้คืออะไร? แล้วเขาก็ตอบพวกนางด้วยการตอบรับ แล้วเขากล่าวว่า: นี่คือค่ำคืนแรกของเดือนเราะมะฎอน... และอัลลอฮฺ ผู้ทรงเกรียงไกรและทรงสูงส่ง กล่าวในทุกค่ำคืนของเดือนเราะมะฎอนแก่ผู้ประกาศที่ประกาศสามครั้งว่า: มีใครขอแล้วฉันจะให้สิ่งที่เขาขอไหม? มีใครสำนึกผิดแล้วฉันจะให้อภัยเขาไหม? มีใครขออภัยโทษแล้วฉันจะอภัยโทษให้เขาไหม? ใครจะให้ยืมแก่ผู้ที่มั่งมี ผู้ไม่ขาดแคลน และผู้ที่ซื่อสัตย์ ผู้ไม่กดขี่?... และเมื่อเป็นค่ำคืนแห่งพลัง อัลลอฮฺทรงสั่งญิบรีล ขอความสันติจงมีแด่เขา แล้วเขาก็ลงมาพร้อมกับกองกำลังจากบรรดามลาอิกะฮ์ และพวกเขามีธงสีเขียว แล้วเขาก็ปักธงลงบนหลังกะอฺบะฮ์ และเขามีหนึ่งร้อยปีก... และเมื่อเป็นค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง อัลลอฮฺ ผู้ทรงเกรียงไกรและทรงสูงส่ง ทรงส่งบรรดามลาอิกะฮ์ไปในทุกเมือง แล้วพวกเขาก็ลงมายังโลก แล้วพวกเขาก็ยืนอยู่ตรงปากถนน แล้วพวกเขาก็ประกาศด้วยเสียงที่ได้ยินจากสิ่งที่อัลลอฮฺ ผู้ทรงเกรียงไกรและทรงสูงส่ง ได้สร้างขึ้น เว้นแต่ญินและมนุษย์ แล้วพวกเขากล่าวว่า: โอ้ประชาชาติของอะฮฺมัด จงออกไปหาพระผู้อภิบาลผู้ทรงเมตตา ผู้ประทานความยิ่งใหญ่ และผู้ทรงอภัยบาปอันใหญ่หลวง และเมื่อพวกเขาปรากฏตัวในสถานที่ละหมาดของพวกเขา อัลลอฮฺ ผู้ทรงเกรียงไกรและทรงสูงส่ง กล่าวว่า: โอ้บรรดามลาอิกะฮ์ของฉัน อะไรคือผลตอบแทนของผู้รับจ้างเมื่อเขาทำงานของเขาแล้ว? เขากล่าวว่า: บรรดามลาอิกะฮ์กล่าวว่า: พระเจ้าและเจ้านายของเรา ผลตอบแทนของเขาคือท่านจะต้องให้เขาอย่างครบถ้วน เขากล่าวว่า: โอ้บรรดามลาอิกะฮ์ของฉัน แท้จริงฉันขอให้พวกเจ้าเป็นพยานว่า ฉันได้ให้ผลบุญของพวกเขาจากการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนและการยืนละหมาดของพวกเขา คือความพึงพอใจของฉัน... และเขากล่าวว่า: โอ้ปวงบ่าวของฉัน จงขอฉันเถิด ด้วยเกียรติยศและความยิ่งใหญ่ของฉัน... เขากล่าวว่า: แล้วบรรดามลาอิกะฮ์ก็ดีใจและยินดีกับสิ่งที่อัลลอฮฺ ผู้ทรงเกรียงไกรและทรงสูงส่ง ประทานแก่ประชาชาตินี้ เมื่อพวกเขาละศีลอดจากเดือนเราะมะฎอน...เป็นต้น))
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#254 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
311 - حديث: ((رمضان بالمدينة خيرٌ من ألف رمضان فيما سواها)).

คำแปลภาษาไทย

ฮะดีษที่ 311: กล่าวว่า: ((เราะมะฎอนที่มะดีนะฮ์ดีกว่าหนึ่งพันเราะมะฎอนในที่อื่นจากที่นั่น))
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#255 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
312 - حديث: ((من حدَّث حديثًا فعُطس عنده، فهو حق)). وفي لفظ: ((أصدق الحديث ما عُطس عنده)).

คำแปลภาษาไทย

((ผู้ใดบอกเล่าเรื่องราวหนึ่ง แล้วมีผู้จามขณะที่เขากำลังพูดอยู่ เรื่องนั้นเป็นความจริง)) และในอีกสำนวนหนึ่ง: ((เรื่องเล่าที่สัตย์จริงที่สุดคือเรื่องที่ถูกจามขณะพูดถึง))
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#256 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
313 - حديث: ((التكبُّر على المتكبِّر صدقة)).

คำแปลภาษาไทย

313 - ฮะดีษ: ((ความโอหังต่อคนโอหังเป็นการกุศล))
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#416 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
458 - ((ما يقال عند الوضوء: غَسْل اليدين: اللهمَّ ناولني الكتاب باليمين، المضمضــة: اللهم ثبِّت لساني بالنطق بالشهادة، الاستنشــاق: اللهمَّ استنشقني رائحة الجنة، الاستنثــــار: اللهمَّ نجِّني من رائحة الزقوم، غَسْل الوجه: اللهم بيِّض وجهي يوم تسوَّد الوجوه وتبيَّض الوجوه، غَسْل اليدين إلى المِرفقين: اليـد اليمنــى: اللهمَّ اجعلني من أصحاب اليمين، اليـد اليسـرى: اللهمَّ نجِّني من أصحاب الشمال، ردّاللهم أعتق رقبتي من النار، اللهم رُدَّني مردَّ المؤمنين،اللهم لا تزلَّ قدمي عن الطريق المستقيم)).

คำแปลภาษาไทย

สิ่งที่กล่าวเมื่ออาบน้ำละหมาด:
ล้างมือ: โอ้ อัลลอฮฺ โปรดประทานบันทึกแก่ฉันด้วยมือขวา
กลั้วปาก: โอ้ อัลลอฮฺ โปรดให้ลิ้นของฉันมั่นคงในการกล่าวคำปฏิญาณตน
สูดน้ำเข้าจมูก: โอ้ อัลลอฮฺ โปรดให้ฉันได้สูดดมกลิ่นหอมของสวนสวรรค์
สั่งน้ำออกจากจมูก: โอ้ อัลลอฮฺ โปรดช่วยฉันให้รอดพ้นจากกลิ่นของต้นซักกูม
ล้างใบหน้า: โอ้ อัลลอฮฺ โปรดทำให้ใบหน้าของฉันขาวผ่องในวันที่ใบหน้าทั้งหลายดำคล้ำและใบหน้าทั้งหลายขาวผ่อง
ล้างมือถึงข้อศอก:
มือขวา: โอ้ อัลลอฮฺ โปรดทำให้ฉันเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ได้รับบันทึกด้วยมือขวา
มือซ้าย: โอ้ อัลลอฮฺ โปรดช่วยฉันให้รอดพ้นจากบรรดาผู้ได้รับบันทึกด้วยมือซ้าย
โอ้ อัลลอฮฺ โปรดปลดปล่อยคอของฉันให้พ้นจากไฟนรก
โอ้ อัลลอฮฺ โปรดนำฉันกลับมาเยี่ยงการกลับมาของผู้ศรัทธา
โอ้ อัลลอฮฺ โปรดอย่าให้เท้าของฉันหลงทางไปจากแนวทางที่เที่ยงตรง
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#697 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
724 - حديث: ((في أثناء وفاة الرسول صلى الله عليه وسلم، شعَر بسكرات الموت، وقال: آه، إن للموت لسكراتٍ! وطلب من ملَك الموت أن يرفق به، فنزل عليه ملَك من السماء، وقال: يا محمد، إن السلام يقرئك السلام، ويقول لك: إنه خفَّف عنك بضعًا وعشرين سَكرة، وكل سَكرة كتقطيع السيوف، فقال الرسول صلى الله عليه وسلم وهو يصارع الموت: اللهم شدِّد عليَّ سكرات الموت، وخفِّف عن أمَّتي، وأعادها ثلاثًا)).

คำแปลภาษาไทย

724 - ฮะดีษ: ((ในระหว่างที่ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังจะเสียชีวิต, เขารู้สึกถึงความทุกข์ทรมานจากการตาย, และกล่าวว่า: โอ้, แท้จริงการตายนั้นมีความทุกข์ทรมานยิ่งนัก! และเขาได้ขอต่อทูตสวรรค์แห่งความตายให้ผ่อนปรนแก่เขา, แล้วทูตสวรรค์องค์หนึ่งก็ลงมาจากฟากฟ้าหาเขา, และกล่าวว่า: โอ้ มุฮัมมัด, แท้จริงองค์อัส-ซะลามได้ส่งความสันติมายังท่าน, และบอกท่านว่า: พระองค์ได้ผ่อนปรนให้ท่านจากความทุกข์ทรมานจากการตายยี่สิบกว่าประการ, และความทุกข์ทรมานจากการตายทุกประการนั้นราวกับการถูกฟันด้วยดาบ, ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวขณะที่กำลังต่อสู้กับความตายว่า: โอ้ อัลลอฮ์ ขอทรงเพิ่มความทุกข์ทรมานจากการตายแก่ฉัน, และขอทรงผ่อนปรนแก่ประชาชาติของฉัน, และเขากล่าวซ้ำสามครั้ง)).
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#698 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
725 - ((سأل النبي صلى الله عليه وسلم جبريل: هل أنت تضحك؟ قال له: نعم. قال له النبي صلى الله عليه وسلم: متى؟ قال: عندما يُخلق الإنسان ومن أوَّل ما يولد إلى أن يموت وهو يبحث عن شيء وهو لم يخلق في الدنيا، تعجَّب النبيُّ صلى الله عليه وسلم، وقال: ما هو الشيء الذي يبحث عنه الإنسان، ولم يُخلق في الدنيا؟ قال جبريل عليه السلام: الراحة! إنَّ الله لم يخلق الراحة في الدنيا، بل خلقها في الآخرة)).

คำแปลภาษาไทย

นบีกล่าวถามญิบรีลว่า "ท่านหัวเราะบ้างไหม?"
เขาตอบว่า "ใช่"
นบีกล่าวถามเขาว่า "เมื่อไหร่?"
เขาตอบว่า "เมื่อมนุษย์ถูกสร้างขึ้น และตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งตาย เขาก็ยังคงแสวงหาสิ่งที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาในโลกนี้"
นบีรู้สึกประหลาดใจและกล่าวว่า "สิ่งใดเล่าที่มนุษย์แสวงหาแต่ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาในโลกนี้?"
ญิบรีลกล่าวว่า "ความผ่อนคลาย! แท้จริง อัลลอฮฺไม่ได้ทรงสร้างความผ่อนคลายขึ้นในโลกนี้ แต่ทรงสร้างมันขึ้นในโลกหน้าต่างหาก"
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#741 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
753 - جاء رجلٌ إلى نبيِّ الله سليمان، وقال له: يا نبي الله، أريدُ أن تعلِّمني لغةً، قال له النَّبيُّ سليمان: لنْ تستطيع التحمُّل! ولكنَّه أصرَّ على النبيِّ سليمان، فقال له: ماذا تريد أن تتعلَّم أيَّ لغة؟ فقال له: لغةَ القطط؛ فإنها كثيرٌ في الحيِّ عندنا، فنفخ في أذنه، وفعلًا تعلَّم لغةَ القطط. وفي ذات يوم سمع قطَّتين تتحدَّثان، قالت واحدة للأخرى: ألديكُم طعام؛ فإنني سأموتُ جوعًا؟! قالت القطَّةُ: لا يوجد، ولكنْ في هذا البيت ديكٌ وسيموت غدًا وسنأكله، سمعَهُم الرَّجُل فقال: والله لن أتركَكُم تأكلون ديكي، سوف أبيعه، وفعلًا من الصَّباح الباكر باعه، جاءت القطَّةُ وسألت الأخرى هل مات الدِّيك؟ قالت: لا؛ فقد باعه صاحبُ البيت! ولكن سوف يموت خروفُهُم! وسوف نأكلُه، وسمعهم صاحبُ البيت وذهب وباع الخروف، جاءت القطَّةُ الجائعة، وسألت: هل مات الخروف؟ قالت لها: لا؛ فقد باعه صاحبُ البيت! ولكنْ صاحب البيت سوف يموت، وسيضعون طعامًا للمعزِّين وسنأكل! سمعهم صاحبُ البيت وصُعِقَ، فذهب يجري لنبيِّ الله سليمان، وقال: إن القطَطَ تقولُ: سوف أموتُ اليومَ، فأرجوك يا نبيَّ الله أن تفعلَ شيئًا! فقال له: لقد فداكَ الله بالدِّيكِ وبِعتـَهُ، وفداكَ بالخَروفِ وبعتـَهُ؛ أمَّا الآن فعُدَّ الوصِيَّةَ والكَفَن!

คำแปลภาษาไทย

753 - ชายคนหนึ่งมาหานบีของอัลลอฮ์ สุลัยมาน แล้วบอกเขาว่า "โอ้ นบีของอัลลอฮ์ ฉันอยากให้ท่านสอนภาษาหนึ่งให้ฉัน" นบีสุลัยมานบอกเขาว่า "เจ้าจะไม่สามารถทนได้หรอก!" แต่เขายืนกรานกับนบีสุลัยมาน นบีสุลัยมานจึงถามเขาว่า "เจ้าอยากเรียนภาษาอะไร?" เขาตอบว่า "ภาษาของแมว เพราะมีจำนวนมากในละแวกบ้านของเรา" (นบีสุลัยมาน) จึงเป่าเข้าไปในหูของเขา และเขาก็เรียนรู้ภาษาของแมวได้จริง ๆ แล้ววันหนึ่ง เขาได้ยินแมวสองตัวพูดคุยกัน ตัวหนึ่งบอกกับอีกตัวหนึ่งว่า "พวกเจ้ามีอาหารไหม? ฉันกำลังจะตายเพราะความหิวแล้วนะ?!" แมวอีกตัวบอกว่า "ไม่มีหรอก แต่ในบ้านหลังนี้มีไก่ตัวผู้ตัวหนึ่ง และมันจะตายในวันพรุ่งนี้ แล้วเราก็จะกินมัน" ชายคนนั้นได้ยินพวกเขา จึงกล่าวว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้ากินไก่ตัวผู้ของฉันเด็ดขาด ฉันจะขายมัน" และจริงดังว่า ในเช้าตรู่เขาก็ขายมันไป แมวตัวนั้นมาแล้วถามอีกตัวว่า "ไก่ตัวผู้นั่นตายแล้วหรือ?" มันตอบว่า "ยัง ไม่หรอก! เจ้าของบ้านขายมันไปแล้ว! แต่แกะของพวกเขาจะตาย! และเราจะได้กินมัน" เจ้าของบ้านได้ยินพวกเขา จึงไปขายแกะตัวนั้น แมวผู้หิวโหยตัวนั้นมา และถามว่า "แกะตายแล้วหรือ?" แมวอีกตัวบอกมันว่า "ยัง ไม่หรอก! เจ้าของบ้านขายมันไปแล้ว! แต่เจ้าของบ้านจะตาย และพวกเขาจะวางอาหารสำหรับผู้มาแสดงความเสียใจ แล้วเราก็จะได้กิน!" เจ้าของบ้านได้ยินพวกเขา ก็ตกใจสุดขีด เขาจึงรีบวิ่งไปหานบีของอัลลอฮ์ สุลัยมาน แล้วบอกว่า "แมวพวกนั้นบอกว่า ฉันจะตายวันนี้แล้วนะ! โอ้ นบีของอัลลอฮ์ ฉันขอร้องท่านให้ทำอะไรบางอย่างด้วยเถิด!" (นบีสุลัยมาน) จึงบอกเขาว่า "อัลลอฮ์ได้ไถ่ถอนเจ้าด้วยไก่ตัวผู้ แต่เจ้าก็ขายมันไปแล้ว และได้ไถ่ถอนเจ้าด้วยแกะ แต่เจ้าก็ขายมันไปแล้ว ส่วนตอนนี้ เจ้าก็จงเตรียมทำพินัยกรรมและผ้าห่อศพเถิด!"
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#868 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
880 - كان فيمن كان قبلَكم رجلٌ مسرفٌ على نفسِه، وكان مسلمًا، كان إذا أكل طعامَه طرَح تُفالةَ طعامِه على مَزْبلةٍ،فكان يأوَي إليها عابدٌ، فإن وجد كِسْرةً أكلها، وإن وجد بَقْلَةً أكلها، وإن وجد عِرْقًا تَعَرَّقَهُ قال: فلم يزلْ كذلك حتى قبض الله عزَّ وجلَّ ذلك الملِك، فأدخله النار بذنوبه، فخرج العابد إلى الصحراء مقتصرًا على مائها وبقْلها، ثم إن الله عزَّ وجلَّ قبض ذلك العابد، فقال: هل لأحدٍ عندك معروف تكافئه؟ قال: لا يا رب، قال: فمن أين كان معاشُك؟ وهو أعلم بذلك، قال: كنت آوي إلى مزبلة ملِك، فإن وجدت كسرة أكلتُها، وإن وجدت بقلة أكلتُها، وإن وجدت عرقًا تعرَّقته، فقبضته، فخرجت إلى البرية مقتصرًا على بقلها ومائها،: فأمر اللهُ عز وجل بذلك المَلِكِ فأُخرِجَ من النارِ جمرةً يُنْفَضُ، فأُعِيدَ كما كان، فقال: ياربِّ هذا الذي كنتُ آكُلُ من مَزْبلتِه قال: فقال اللهُ عز وجل: خذ بيدِه فأَدْخِلْهُ الجنةَ من معروفٍ كان منه إليك لم يَعْلَمْ به، أَمَا لو عَلِمَ به ما أدخلتُه النارَ.

คำแปลภาษาไทย

880 - กล่าวว่า: ในหมู่ชนก่อนหน้าพวกเจ้า มีชายผู้หนึ่งที่ใช้ชีวิตเกินเลยต่อตัวเอง และเขาเป็นมุสลิม เมื่อเขากินอาหารของเขา เขาก็จะทิ้งเศษอาหารของเขาลงบนกองขยะ แล้วมีผู้ศรัทธาผู้ปฏิบัติธรรมคนหนึ่งเข้าไปอาศัยอยู่ ณ ที่นั่น หากเขาพบเศษขนมปัง เขาก็กินมัน หากเขาพบผัก เขาก็กินมัน หากเขาพบกระดูกที่มีเนื้อติดอยู่ เขาก็แทะกินมัน
กล่าวว่า: แล้วชายผู้นั้นก็ยังคงเป็นเช่นนั้น จนกระทั่งอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ได้เอาชีวิตกษัตริย์องค์นั้นไป แล้วนำเขาเข้าสู่นรกด้วยบาปของเขา ผู้ศรัทธาผู้ปฏิบัติธรรมจึงออกไปยังทะเลทราย โดยพึ่งพิงเพียงน้ำและผักของมัน
แล้วอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ก็ทรงเอาชีวิตผู้ศรัทธาผู้ปฏิบัติธรรมผู้นั้นไป แล้วตรัสว่า: เจ้ามีบุญคุณต่อใครที่เจ้าจะตอบแทนเขาหรือไม่? เขาตอบว่า: ไม่มีครับ โอ้พระเจ้าของฉัน
อัลลอฮ์ตรัสว่า: แล้วการดำรงชีวิตของเจ้ามาจากไหน? ทั้งที่พระองค์ทรงรู้ดีถึงเรื่องนั้น เขาตอบว่า: ฉันเคยเข้าไปอาศัยอยู่ ณ กองขยะของกษัตริย์องค์หนึ่ง หากฉันพบเศษขนมปัง ฉันก็กินมัน หากฉันพบผัก ฉันก็กินมัน หากฉันพบกระดูกที่มีเนื้อติดอยู่ ฉันก็แทะกินมัน แล้วพระองค์ก็ทรงเอาชีวิตของฉันไป ฉันจึงออกไปยังถิ่นทุรกันดาร โดยพึ่งพิงเพียงผักและน้ำของมัน
ดังนั้น อัลลอฮ์ อัซซะวะญัล จึงมีบัญชาให้กษัตริย์ผู้นั้นถูกนำออกมาจากนรกเหมือนถ่านไฟที่ถูกสะบัด แล้วเขาก็ถูกทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ผู้ศรัทธาผู้ปฏิบัติธรรมจึงกล่าวว่า: โอ้พระเจ้าของฉัน นี่คือผู้ที่ฉันเคยเก็บกินจากกองขยะของเขา
อัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ตรัสว่า: จงจูงมือเขา แล้วนำเขาเข้าสวรรค์ ด้วยบุญคุณที่เขามีต่อเจ้าโดยที่เขาไม่รู้ หากแม้นเขารู้ ฉันจะไม่นำเขาเข้านรก
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#916 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
913 - رأيتُ ربِّي يومَ عَرَفةَ بعرَفاتٍ على جملٍ أحمرَ عليه إزاران وهو يقولُ قد سمحتُ قد قبِلتُ قد غفرتُ إلَّا المَظالمَ فإذا كانت ليلةُ المُزدلِفةِ لم يصعَدْ إلى السَّماءِ حتَّى إذا وقَفوا عند المشعَرِ قال حتَّى المَظالمَ ثمَّ يصعَدُ إلى السَّماءِ وينصرفُ النَّاسُ إلى منًى.

คำแปลภาษาไทย

913 - ฉันเห็นพระเจ้าของฉันในวันอะเราะฟะฮ์ ณ ทุ่งอะเราะฟาต บนอูฐสีแดง มีผ้าพันกายสองผืนอยู่บนพระองค์ และพระองค์กล่าวว่า "ฉันได้ให้อภัย ฉันได้รับรองแล้ว ฉันได้ยกโทษให้แล้ว เว้นแต่ความอยุติธรรม" เมื่อเป็นค่ำคืนของอัลมุซดะลิฟะฮ์ พระองค์ไม่ได้ขึ้นสู่ฟากฟ้า จนกระทั่งเมื่อพวกเขา (ผู้แสวงบุญ) ยืนอยู่ที่อัลมัชอัร พระองค์กล่าวว่า "แม้กระทั่งความอยุติธรรม" จากนั้นพระองค์ก็ขึ้นสู่ฟากฟ้า และผู้คนก็เดินทางกลับไปยังมินา
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#1061 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
1043 - من صام يومًا من رجب، عدَلَ صيامَ شَهرٍ.

คำแปลภาษาไทย

1043 - ผู้ใดถือศีลอดหนึ่งวันจากเดือนเราะญับ มันมีค่าเท่ากับการถือศีลอดหนึ่งเดือน.
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#1067 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
1049 - عن أنسٍ رضي الله عنه، قال: كُنَّا مع رسولِ اللهِ صلَّى الله عليه وسلَّم في سفَرٍ، فنَزَلْنا مَنزِلًا، فإذا رَجُلٌ في الوادي يقولُ: اللَّهُمَّ اجْعَلْني مِن أُمَّةِ محمَّد صلَّى الله عليه وسلَّم المَرْحومةِ المَغفورِ لها المُتابِ عليها، قال: فأَشْرَفتُ على الوادي، فإذا رَجُلٌ طُولُه أكثرُ مِن ثلاثِ مئةِ ذِراعٍ، فقال لي: مَن أنتَ؟ فقلتُ: أنسُ بنُ مالكٍ خادِمُ رسولِ اللهِ صلَّى الله عليه وسلَّم، قال: فأينَ هو؟ قلتُ: هو ذا يَسمَعُ كلامَكَ، قال: فائْتِهِ، فأَقرِئْهُ مِنِّي السَّلامَ، وقل له: أخوكَ إلْيَاسُ يُقرِئُكَ السَّلامَ، قال: فأتيْتُ النَّبيَّ صلَّى الله عليه وسلَّم فأخبرْتُه، فجاء حتَّى لَقِيَه، فعانَقه وسلَّمَ عليه، ثمَّ قعَدَا يتحادثانِ، فقال له: يا رسولَ اللهِ، إنِّي ما آكُلُ في السَّنَةِ إلَّا يومًا، وهذا يومُ فِطْري، فآكُلُ أنا وأنتَ، قال: فنزلَتْ عليهما مائدةٌ مِنَ السَّماءِ، عليها خُبْزٌ وحُوتٌ وكَرَفْسٌ، فأكَلَا وأَطْعَماني، وصلَّيْنا العصرَ، ثمَّ ودَّعه، ورأيْتُه مرَّةً في السَّحابِ نحوَ السَّماءِ.

คำแปลภาษาไทย

จากอะนัส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: พวกเราอยู่กับร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในการเดินทางหนึ่ง พวกเราได้หยุดพักที่ที่พักแห่งหนึ่ง ทันใดนั้นมีชายคนหนึ่งในหุบเขาพูดว่า: "โอ้อัลลอฮฺ โปรดทรงทำให้ฉันเป็นส่วนหนึ่งจากประชาชาติของมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้ได้รับความเมตตา ผู้ได้รับการอภัย และผู้ได้รับการกลับเนื้อกลับตัว"
อะนัสกล่าวว่า: ฉันจึงมองลงไปในหุบเขา ทันใดนั้นมีชายคนหนึ่งซึ่งมีความสูงมากกว่าสามร้อยศอก เขากล่าวแก่ฉันว่า: "ท่านคือใคร?" ฉันจึงตอบว่า: "อะนัส อิบนุ มาลิก ผู้รับใช้ของร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม" เขาถามว่า: "แล้วท่านอยู่ที่ไหน?" ฉันตอบว่า: "ท่านอยู่ตรงนั้นกำลังได้ยินคำพูดของท่าน" เขากล่าวว่า: "จงไปหาท่าน และฝากคำสลามจากฉันไปถึงท่าน และบอกท่านว่า: พี่น้องของท่าน อิลยาส ขอฝากคำสลามมาถึงท่าน"
อะนัสกล่าวว่า: ฉันจึงไปหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และแจ้งให้ท่านทราบ ท่านจึงมาจนกระทั่งพบเขา ท่านกอดเขาและให้สลามแก่เขา จากนั้นทั้งสองก็นั่งพูดคุยกัน
อิลยาสกล่าวแก่ท่านนบีว่า: "โอ้ ร่อซูลุลลอฮฺ แท้จริงฉันไม่กินอะไรเลยในหนึ่งปีนอกจากหนึ่งวัน และวันนี้คือวันละศีลอดของฉัน ฉันจะกินพร้อมกับท่าน"
อะนัสกล่าวว่า: ทันใดนั้นมีโต๊ะอาหารจากฟากฟ้าลงมายังทั้งสอง บนนั้นมีขนมปัง ปลา และผักชีฝรั่ง ทั้งสองกินและให้ฉันกินด้วย พวกเราละหมาดอัสรฺ จากนั้นท่านนบีก็กล่าวอำลาเขา และฉันเห็นเขาอีกครั้งหนึ่งในเมฆลอยขึ้นสู่ฟากฟ้า
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#1203 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
1185 - تذاكَرَ النَّاسُ في مجلسِ ابنِ عبَّاسٍ رضي الله عنهما، فأخَذوا في فضْلِ أبي بكْرٍ رضي الله عنه، ثمَّ أخَذوا في فضْلِ عُمرَ بنِ الخطَّابِ رضي الله عنه، فلمَّا سمِعَ عبدُ اللهِ بنُ عبَّاسٍ رضي الله عنهما بكَى بكاءً شديدًا حتَّى أُغمِيَ عليهِ، ثمَّ أفاقَ، فقال: رحِمَ اللهُ رجُلًا لم تأْخُذْهُ في اللهِ لوْمةُ لائِمٍ، رحِمَ اللهُ رجُلًا قرَأَ القُرآنَ وعمِلَ بما فيهِ وأقامَ حُدودَ اللهِ كما أَمَرَ، لم يَزِدْ عنِ القريبِ لقَرابتهِ، ولم يُخفِّفْ عنِ البعيدِ لبُعدِهِ، ثمَّ قال: واللهِ، لقدْ رأيتُ عُمرَ رضي الله عنه وقد أقام الحَدَّ على ولدِهِ فقتَلهُ فيهِ، ثمَّ بكَى وبكَى النَّاسُ مِن حوْلِهِ، وقُلْنا: يا ابنَ عمِّ رسولِ اللهِ، إنْ رأيْتَ أنْ تحدِّثَنا كيفَ أقامَ عُمرُ على ولدِهِ الحدَّ؟ فقال: واللهِ، لقد أَذْكَرْتُموني شيئًا كنتُ لهُ ناسيًا، فقلتُ: أقسمْنا عليكَ بحقِّ المصطفَى لَمَا حدَّثْتَنا! فقال: معاشِرَ النَّاسِ، كنتُ ذاتَ يومٍ في مسجدِ رسولِ اللهِ صلَّى الله عليه وسلَّم، وعُمرُ بنُ الخطَّابِ رضي الله عنه جالسٌ والنَّاسُ حولَهُ يَعِظُهمْ ويَحْكُمْ فيما بينَهُم، فإذا نحنُ بجاريةٍ قدْ أقبلَتْ مِن بابِ المسجدِ، فجعلتْ تتخطَّى رِقابَ المهاجرينَ والأنصارِ حتَّى وقفَتْ بإِزاءِ عُمرَ رضي الله عنه، فقالتْ: السَّلامُ عليكَ يا أميرَ المؤمنينَ ورحمةُ اللهِ وبركاتُهُ، فقال عُمرُ: وعليكِ السَّلامُ يا أَمَةَ اللهِ، هل مِن حاجةٍ؟ فقالتْ: نعَمْ، أعظَمُ الحوائِجِ إليكَ، خُذْ ولدَكَ هذا مِنِّي، فأنتَ أحقُّ بهِ مِنِّي، ثمَّ رفعَتِ القِناعَ، فإذا على يدِها طفلٌ، فلمَّا نَظرَ إليهِ عُمرُ رضي الله عنه، قال: يا أَمَةَ اللهِ، أَسْفِري عنكِ وجْهَكِ، فأَسْفرَتْ، فأَطْرَقُ عُمرُ وهو يقولُ: لا حوْلَ ولا قوَّةَ إلَّا باللهِ العليِّ العظيمِ، يا هذهِ، أنا لا أَعرِفُكِ، فكيفَ يكونُ هذا ولدِي؟ فبكَتِ الجاريةُ حتَّى بلَّتْ خِمارَها بالدُّموعِ، ثمَّ قالتْ: يا أميرَ المؤمنينَ، إنْ لم يكنْ ولدُكَ في ظهْرِكَ فهو ولَدُ ولدِكَ، قال: أيُّ أولادي؟ قالت: أبو شَحْمةَ، قال: أبحلالٍ أمْ حرامٍ؟ قالت: مِن قِبَلِي بحلالٍ ومِن جِهتِهِ بحرامٍ! قال عُمرُ رضي الله عنه: وكيفَ ذاكَ؟ قالتْ: يا أميرَ المؤمنينَ، اسمَعْ مقالتي، فواللهِ ما زِدْتُ عليكَ حرفًا ولا نَقصْتُ، فقال لها: اتَّقِي اللهَ ولا تقُولي إلَّا الصِّدْقَ، قالتْ: يا أميرَ المؤمنينَ، كنتُ في بعضِ الأيَّامِ مارَّةً في بعضِ حوائِجي، إذْ مررْتُ بحائطٍ لبَني النَّجَّارِ، فإذا أنا بصائِحٍ يَصيحُ مِن وَرائي، فإذا أنا بولَدِكَ أبي شَحْمةَ يَتمايَلُ سُكْرًا، وكان قدْ شرِبَ عندَ نسيكةَ اليهوديِّ، فلمَّا قرُبَ مِنِّي تواعَدني وتهدَّدَني وراودَني عن نفْسي وجرَّني إلى الحائطِ فسقطْتُ وأُغْمِيَ عليَّ، فواللهِ ما أَفقْتُ إلَّا وقدْ نال مِنِّي ما ينالُ الرجُلُ مِنِ امرأتِه! فقُمْتُ وكتمْتُ أمْري عنْ عمِّي وجيراني، فلمَّا تكاملَتْ أيَّامي وانقضَتْ شُهوري وضرَبَني الطَّلْقُ وأحسسْتُ بالولادةِ خرجْتُ إلى موضعِ كذا وكذا، فوضعْتُ هذا الغلامَ، فهممْتُ بقتْلِهِ، ثمَّ ندِمْتُ على ذلكَ، فاحْكُمْ بحُكْمِ اللهِ بيني وبينَهُ، قال ابن عبَّاسٍ رضي الله عنهما: فأَمَرَ عُمرُ رضي الله عنه مناديَه ينادي: فأقبَلَ النَّاسُ يُهْرَعونَ إلى المسجدِ، ثمَّ قامَ عُمرُ رضي الله عنه، فقال: يا معشرَ المهاجرينَ والأنصارِ، لا تتفرَّقوا حتَّى آتيَكُمْ بالخبَرِ، ثمَّ خرجَ مِنَ المسجدِ وأنا معهُ، فنظرَ إليَّ وقال: يا ابنَ عبَّاسٍ، أسرِعْ معي، فجَعلَ يُسرِعُ حتَّى قرُبَ مِن منزلِهِ، فقرَعَ البابَ، فخرجتْ جاريةٌ كانتْ تخدُمُهُ، فلمَّا نظرتْ إلى وجهِهِ وقد غلبَهُ الغضبُ قالت: ما الَّذي نزلَ بكَ؟ قال: يا هذهِ، ولَدِي أبو شَحْمةَ ههُنا؟ قالتْ: إنَّهُ على الطَّعامِ، فدخلَ وقال لهُ: كُلْ يا بُنيَّ، فيوشِكُ أنْ يكونَ آخِرَ زادِكَ مِنَ الدُّنْيا، قال: قال ابنُ عبَّاسٍ: فرأيْتُ الغلامَ وقدْ تغيَّر لونُهُ وارتَعَدَ، وسقطَتِ اللُّقمةُ مِن يدِهِ، فقال له عُمرُ: يا بُنَيَّ، مَن أنا؟ قال: أنتَ أبي وأميرُ المؤمنينَ، قال: فلِي عليكَ حقُّ طاعةٍ أمْ لا؟ قال: طاعتانِ مُفْتَرَضَتانِ: أوَّلُهما أنَّكَ والِدي، والأُخرى أنَّكَ أميرُ المؤمنينَ، فقال عُمرُ رضي الله عنه: بحقِّ نبيِّكَ، وبحقِّ أبيكَ، فإنِّي لا أسألُكَ عن شيْءٍ إلَّا أخبرْتَني، قال: يا أبَتِ، لا أقولُ غيرَ الصِّدْقِ، قال: هل كنتَ ضيْفًا لنسيكةَ اليهوديِّ، فشرِبْتَ عندَهُ الخَمْرَ وسَكِرْتَ؟ قال: يا أبي، قدْ كان ذلكَ وقدْ تُبْتُ، قال: يا بُنَيَّ، رأسُ مالِ المذنبِ التَّوبةُ، ثمَّ قال: يا بُنَيَّ، أَنْشُدُكَ اللهَ، هل دخلْتَ ذلكَ اليومَ حائطًا لبَني النَّجَّارِ، فرأيْتَ امرأةً، فواقعْتَها؟ فسكتَ وبكَى، وهو يَبكي ويَلْطِمُ وجْهَهُ، قال لهُ عُمرُ رضي الله عنه: لا بأسَ، اصْدُقْ؛ فإنَّ اللهَ يحِبُّ الصَّادقينَ، فقال: يا أبي، كان ذلك، والشَّيْطانُ أغْواني، وأنا تائِبٌ نادمٌ، فلمَّا سمِع عُمرُ ذلكَ قبَضَ على يدِهِ، ولبَّبَهُ، وجرَّهُ إلى المسجدِ، فقال: يا أبتِ، لا يعصمني على رُؤوسِ الخلائقِ حدُّ السَّيْفِ، واقطَعْني ههنا إِرْبًا إِرْبًا، قال: أمَا سمِعْتَ قولَ اللهِ عزَّ وجلَّ: {وَلْيَشْهَدْ عَذَابَهُمَا طَائِفَةٌ مِنَ الْمُؤْمِنِينَ}؟ ثمَّ جرَّهُ حتَّى أخرجَهُ بيْن يدَيْ أصحابِ رسولِ اللهِ صلَّى الله عليه وسلَّم في المسجدِ، وقال: صدقَتِ المرأةُ، وأقرَّ أبو شَحْمةَ بما قالتْ، ولهُ مملوكٌ يُقالُ لهُ أفلَحُ، فقال لهُ: يا أفلَحُ، إنَّ لي إليكَ حاجةً، إنْ أنتَ قضيْتَها فأنتَ حرٌّ لوجْهِ اللهِ، فقال: يا أميرَ المؤمنينَ، مُرْني، قال: خُذِ ابني هذا فاضرِبْهُ مِئةَ سوْطٍ، ولا تُقَصِّرْ في ضرْبِهِ، فقال: لا أفعلُهُ، وبكَى، وقال: يا ليْتَني لم تلَدْني أُمِّي حيثُ أُكلَّفُ ضرْبَ ولَدِ سيِّدي، فقال له عُمرُ رضي الله عنه: إنَّ طاعتي طاعةُ الرَّسولِ، فافعَلْ ما أمرْتُكَ بهِ، فانزِعْ ثيابَهُ، فضَجَّ النَّاسُ بالبُكاءِ والنَّحيبِ، وجعَلَ الغلامُ يُشيرُ بإصبِعِهِ إلى أبيهِ، ويقولُ: يا أبتِ، ارْحَمْني، فقال لهُ عُمرُ رضي الله عنه وهو يبكي: ربُّكَ يَرحمُكَ، وإنما هذا كيْ يرْحَمَني ويرْحَمَكَ، ثمَّ قال: يا أفلَحُ، اضْرِبْ، فضرَبَ أوَّلَ سوْطٍ، فقال الغلامُ: بِسم اللهِ الرَّحمنِ الرَّحيمِ، فقال: نِعْمَ الاسِمُ سمَّيْتَ يا بُنَيَّ، فلمَّا ضرَبهُ بهِ ثانيةً قال: أوِّهْ يا أبتِ، فقال عُمرُ رضي الله عنه: اصبِرْ كما عَصَيْتَ، فلمَّا ضرَبَ ثالثًا، قال: الأَمانُ، قال عُمرُ رضي الله عنه: ربُّكَ يُعطيكَ الأمانَ، فلمَّا ضرَبهُ رابعًا، قال: واغَوْثَاهُ، فقال: الغَوْثُ عندَ الشِّدَّةِ، فلمَّا ضرَبهُ خامسًا حَمِدَ اللهَ عزَّ وجلَّ، فقال عُمرُ رضي الله عنه: كذا يجِبُ أن تحمَدَهُ، فلمَّا ضرَبهُ عشرًا، قال: يا أبتِ، قتلْتَني! قال: يا بُنَيَّ، ذنبُكَ قتلَكَ، فلمَّا ضرَبهُ ثلاثين، قال: أحرقْتَ واللهِ قلبي، قال: يا بُنَيَّ، النَّارُ أشدُّ حرًّا، قال: فلمَّا ضرَبهُ أربعين، قال: يا أبتِ، دعْنِي أذْهَبْ على وجهي، قال: يا بُنَيَّ، إذا أخذْتَ حدَّ اللهِ مِن جنْبِكَ اذهَبْ حيثُ شِئْتَ، فلمَّا ضربه خمسين، قال: نَشَدْتُكَ بالقرآن لَمَا خلَّيْتَني، قال: يا بُنَيَّ، هَلَّا وعَظكَ القُرآنُ وزجَركَ عن معصيةِ اللهِ عزَّ وجلَّ؟ يا غلامُ اضْرِبْ، فلمَّا ضرَبهُ سِتِّينَ، قال: يا أبي، أَغِثْني، قال: يا بُنَيَّ، إنَّ أهْلَ النَّارِ إذا استغاثوا لم يُغاثُوا، فلمَّا ضرَبهُ سبعينَ، قال: يا أبتِ، اسْقِني شَرْبةً مِنَ الماءِ، قال: يا بُنَيَّ، إنْ كان ربُّكَ يُطهِّرُكَ فيَسقيكَ محمَّدٌ صلَّى الله عليه وسلَّم شَربةً لا تَظمَأُ بعدَها أبدًا، يا غلامُ اضْرِبْ، فلمَّا ضرَبهُ ثمانين، قال: يا أبتِ، السَّلامُ عليكَ، قال: وعليكَ السَّلامُ، إنْ رأيْتَ محمَّدًا صلَّى الله عليه وسلَّم فأَقْرِئْهُ مِنِّي السَّلامَ، وقُلْ لهُ: خلَّفْتَ عُمرَ يَقرأُ القُرآنَ ويُقيمُ الحدودَ، يا غلامُ اضْرِبْهُ، فلمَّا ضرَبهُ تسعينَ انقطعَ كلامُهُ وضَعُفَ، فوثَبَ أصحابُ رسولِ اللهِ صلَّى الله عليه وسلَّم مِن كلِّ جانبٍ، فقالوا: يا عُمرُ، انظُرْ كَمْ بَقِيَ فأخِّرْهُ إلى وقتٍ آخَرَ، فقال: كما لا تؤَخَّرُ المعصيةُ؛ لا تؤَخَّرُ العقوبةُ، فأتى الصَّريخُ إلى أُمِّهِ، فجاءتْ باكيةً صارخةً، وقالت: يا عُمرُ، أَحُجُّ بكل سوطٍ حَجَّةً ماشيةً، وأَتصدَّقُ بكذا وكذا دِرْهمًا، قال: إنَّ الحجَّ والصدقةَ لا تَنُوبُ عنِ الحدِّ، يا غلامُ، أتِمَّ الحَدَّ، فلمَّا كان آخِرُ سوْطٍ سقَطَ الغلامُ ميِّتًا، فقال عُمرُ رضي الله عنه: يا بُنَيَّ، محَّصَ اللهُ عنكَ الخطايا، وجعَلَ رأسَهُ في حِجْرِهِ يبكي، ويقول: بأبي مَن قتلَهُ الحقُّ، بأبي مَن ماتَ عندَ انقضاءِ الحدِّ، بأبي مَن لم يَرحَمْهُ أبوهُ وأقاربُه! فنظرَ النَّاسُ إليه فإذا هو قد فارقَ الدُّنْيا، فلمْ يُرَ يومٌ أعظَمُ منه، وضجَّ النَّاسُ بالبكاءِ والنَّحيبِ، فلمَّا كان بعدَ أربعينَ يومًا أقبَلَ عليه حذيفةُ بنُ اليَماني رضي الله عنهما صَبيحةَ يومِ الجُمُعةِ، فقال: إنِّي أخذْتُ وِرْدي مِنَ اللَّيلِ، فرأيتُ رسولَ اللهِ صلَّى الله عليه وسلَّم في المنامِ، وإذا الفتَى معهُ حُلَّتانِ خَضْراوانِ، فقال رسولُ اللهِ صلَّى الله عليه وسلَّم: أقْرِئْ عُمرَ مِنِّي السَّلامَ، وقُلْ لهُ: هكذا أمَركَ اللهُ أنْ تقرأَ القُرآنَ وتُقِيمَ الحدودَ، وقال الغلامُ: أقْرِئْ أبي مِنِّي السَّلامَ، وقُلْ لهُ: طهَّركَ اللهُ كما طهَّرْتَني، والسَّلامُ.

คำแปลภาษาไทย

1185 - ผู้คนในที่ประชุมของท่าน อิบนุ อับบาซ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ มา ได้พูดคุยกันถึงความประเสริฐของท่าน อะบู บักรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ จากนั้นก็กล่าวถึงความประเสริฐของท่าน อุมา รฺ บิน อัล-ค็อฏฏอบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ พอกับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาซ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ มา ได้ยินเช่นนั้น เขาก็ร้องไห้อย่างหนักจนหมดสติไป ครั้นเมื่อฟื้นคืนสติขึ้นมา เขากล่าวว่า “ขออัลลอฮฺทรงเมตตาชายผู้ซึ่งคำตำหนิของใครก็ไม่อาจยับยั้งเขาจากหนทางของอัลลอฮฺได้ ขออัลลอฮฺทรงเมตตาชายผู้ซึ่งอ่านอัลกุรอาน และปฏิบัติตามสิ่งที่อยู่ในนั้น และได้บังคับใช้บทบัญญัติของอัลลอฮฺตามที่พระองค์ทรงบัญชา ไม่ได้เพิ่มโทษแก่คนใกล้ชิดเพราะความเป็นญาติ และไม่ได้ลดโทษแก่คนห่างไกลเพราะความห่างไกล” จากนั้นเขากล่าวว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันเคยเห็นท่าน อุมา รฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้บังคับใช้บทลงโทษแก่ลูกชายของเขาจนกระทั่งเขาเสียชีวิตเพราะเหตุนั้น” แล้วเขาก็ร้องไห้ และผู้คนรอบข้างเขาก็ร้องไห้ เรากล่าวว่า “โอ้ หลานชายของร่อซูลุลลอฮฺ ถ้าท่านเห็นสมควรที่จะเล่าให้เราฟังว่า ท่านอุมา รฺ ได้บังคับใช้บทลงโทษแก่ลูกชายของเขาอย่างไร?” เขาตอบว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ พวกท่านทำให้ฉันนึกถึงสิ่งที่ฉันเคยลืมไป” ฉันกล่าวว่า “เราขอสาบานต่อท่านด้วยสิทธิของท่านอัล-มุสเฏาะฟา จงเล่าให้เราฟังเถิด!” เขาตอบว่า “โอ้ มวลชนทั้งหลาย วันหนึ่งฉันอยู่ในมัสยิดของร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และท่าน อุมา รฺ บิน อัล-ค็อฏฏอบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กำลังนั่งอยู่ ผู้คนรอบข้างเขากำลังฟังคำตักเตือนและคำตัดสินของเขาในหมู่พวกเขา ทันใดนั้น เราก็ได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาจากประตูมัสยิด เธอก้าวข้ามศีรษะของผู้ย้ายถิ่น (มุฮาญิรีน) และผู้ให้ความช่วยเหลือ (อันซอรฺ) จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าท่าน อุมา รฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เธอกล่าวว่า “อัส-สลามุอะลัยกะ ยา อะมีรุลมุอ์มินีน วะเราะหฺมะตุลลอฮิ วะบะเราะกาตุฮุ” ท่าน อุมา รฺ ตอบว่า “วะอะลัยกิส-สลาม ยา อะมะตัลลอฮฺ ท่านมีเรื่องอะไรหรือ?” เธอกล่าวว่า “มีค่ะ เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งต่อท่าน ขอท่านจงรับลูกชายของท่านผู้นี้ไปจากฉัน เพราะท่านมีสิทธิในตัวเขามากกว่าฉัน” จากนั้นเธอก็เปิดผ้าคลุมออก ก็ปรากฏว่าบนแขนของเธอนั้นมีทารกคนหนึ่งอยู่ เมื่อท่าน อุมา รฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เห็นทารกนั้น เขากล่าวว่า “โอ้ อะมะตัลลอฮฺ จงเปิดเผยใบหน้าของท่านเถิด” เธอก็เปิดใบหน้าออก ท่าน อุมา รฺ ก้มหน้าลงพลางกล่าวว่า “ลา เหาล่า วะลา กุววะตะ อิลลา บิลลาฮิล-อะลียิล-อะซีม โอ้นางผู้ นี้ ข้าไม่รู้จักเจ้า แล้วเด็กคนนี้จะเป็นลูกของข้าได้อย่างไร?” หญิงสาวร้องไห้จนผ้าคลุมศีรษะของเธอเปียกชุ่มด้วยน้ำตา จากนั้นเธอกล่าวว่า “โอ้ อะมีรุลมุอ์มินีน ถ้าเขาไม่ใช่ลูกที่อยู่ในครรภ์ของท่าน เขาก็คือลูกของลูกชายท่าน” ท่านอุมา รฺ ถามว่า “ลูกชายคนไหนของฉัน?” เธอบอกว่า “อะบู ชะฮฺมะฮฺ ค่ะ” เขากล่าวว่า “ด้วยวิธีที่อนุมัติหรือต้องห้าม?” เธอกล่าวว่า “สำหรับฉันแล้วเป็นไปโดยอนุมัติ แต่สำหรับเขาแล้วเป็นไปโดยต้องห้าม!” ท่าน อุมา รฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “มันเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร?” เธอกล่าวว่า “โอ้ อะมีรุลมุอ์มินีน ได้โปรดฟังเรื่องราวของฉันเถิด ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันจะไม่มีวันเพิ่มหรือลดแม้แต่ตัวอักษรเดียว” ท่าน อุมา รฺ กล่าวแก่เธอว่า “จงยำเกรงอัลลอฮฺ และอย่ากล่าวสิ่งใดนอกจากความจริง” เธอกล่าวว่า “โอ้ อะมีรุลมุอ์มินีน วันหนึ่งฉันกำลังเดินไปทำธุระบางอย่าง แล้วฉันก็เดินผ่านกำแพงแห่งหนึ่งของบะนูน-นัจญา รฺ ทันใดนั้นฉันก็ได้ยินเสียงคนร้องตะโกนจากข้างหลังฉัน ก็ปรากฏว่าเป็นลูกชายของท่าน อะบู ชะฮฺมะฮฺ กำลังเมามายโซเซ เขาได้ดื่มเหล้าที่บ้านนะซีเกาะฮฺ ชาวยิว เมื่อเขาเข้ามาใกล้ฉัน เขาก็ข่มขู่คุกคามฉันและพยายามล่อลวงฉัน แล้วเขาก็ลากฉันไปที่กำแพง ฉันก็ล้มลงและหมดสติไป ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันไม่ได้สติจนกระทั่งเขาได้ทำกับฉันเหมือนที่ผู้ชายทำกับภรรยาของเขา! ฉันจึงลุกขึ้นและเก็บเรื่องของฉันเป็นความลับจากลุงและเพื่อนบ้านของฉัน เมื่อวันเวลาของฉันครบถ้วนและเดือนของฉันหมดไป ฉันก็เริ่มเจ็บท้องคลอด และรู้สึกว่ากำลังจะคลอด ฉันจึงออกไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วฉันก็คลอดเด็กชายผู้นี้ออกมา ฉันตั้งใจจะฆ่าเขา แต่แล้วฉันก็เสียใจกับการกระทำนั้น ขอท่านจงตัดสินตามบทบัญญัติของอัลลอฮฺระหว่างฉันกับเขาเถิด” ท่าน อิบนุ อับบาซ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ มา กล่าวว่า “ท่าน อุมา รฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ จึงสั่งให้ผู้ประกาศของเขาร้องประกาศ ผู้คนก็พากันวิ่งไปยังมัสยิด จากนั้นท่าน อุมา รฺ ก็ลุกขึ้นกล่าวว่า “โอ้ มวลหมู่มุฮาญิรีนและอันซอรฺ ทั้งหลาย อย่าเพิ่งแยกย้ายกันไปจนกว่าฉันจะนำข่าวมาให้พวกท่าน” จากนั้นเขาก็ออกจากมัสยิด โดยมีฉันไปด้วย เขามองมาที่ฉันแล้วกล่าวว่า “โอ้ อิบนุ อับบาซ จงรีบไปกับฉัน” เขารีบเดินไปจนใกล้ถึงบ้านของเขา เขาก็เคาะประตู หญิงสาวผู้รับใช้เขาก็ออกมา เมื่อเธอเห็นใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยความโกรธ เธอกล่าวว่า “เกิดอะไรขึ้นกับท่านคะ?” เขากล่าวว่า “โอ้นางผู้ นี้ ลูกชายของฉัน อะบู ชะฮฺมะฮฺ อยู่ที่นี่หรือไม่?” เธอบอกว่า “เขากำลังรับประทานอาหารอยู่ค่ะ” ท่าน อุมา รฺ จึงเข้าไปแล้วกล่าวแก่เขาว่า “กินเถิดลูกเอ๋ย อีกไม่นานนี่อาจจะเป็นเสบียงสุดท้ายของเจ้าจากโลกนี้” ท่าน อิบนุ อับบาซ กล่าวว่า “ฉันเห็นเด็กหนุ่มผู้นั้น สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปและเขาก็สั่นสะท้าน لقمه หลุดจากมือของเขา” ท่าน อุมา รฺ กล่าวแก่เขาว่า “ลูกเอ๋ย ฉันคือใคร?” เขากล่าวว่า “ท่านคือพ่อของฉัน และคืออะมีรุลมุอ์มินีน” เขากล่าวว่า “แล้วฉันมีสิทธิให้เจ้าเชื่อฟังฉันหรือไม่?” เขากล่าวว่า “มีสิทธิให้เชื่อฟังสองประการที่ถูกบังคับ ประการแรกคือท่านเป็นพ่อของฉัน และอีกประการหนึ่งคือท่านเป็นอะมีรุลมุอ์มินีน” ท่าน อุมา รฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “ด้วยสิทธิของนบีของเจ้า และด้วยสิทธิของพ่อของเจ้า ฉันจะไม่ถามเจ้าเกี่ยวกับสิ่งใดนอกจากเจ้าจะบอกฉัน” เขากล่าวว่า “โอ้ พ่อ ฉันจะไม่กล่าวสิ่งใดนอกจากความจริง” เขากล่าวว่า “เจ้าเคยเป็นแขกของนะซีเกาะฮฺ ชาวยิว แล้วดื่มเหล้าที่บ้านเขาจนเมาใช่ไหม?” เขากล่าวว่า “โอ้ พ่อครับ มันเป็นเช่นนั้นจริง และฉันได้สำนึกผิดแล้ว” เขากล่าวว่า “ลูกเอ๋ย ทุนรอนของผู้ทำผิดคือการสำนึกผิด” จากนั้นเขากล่าวว่า “ลูกเอ๋ย ฉันขอให้เจ้าสาบานต่ออัลลอฮฺ เจ้าได้เข้าไปในกำแพงแห่งนั้นของบะนูน-นัจญา รฺ ในวันนั้น แล้วเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วได้ร่วมหลับนอนกับเธอใช่หรือไม่?” เขาก็นิ่งเงียบและร้องไห้ พร้อมกับตบหน้าตัวเอง ท่าน อุมา รฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวแก่เขาว่า “ไม่เป็นไร จงพูดความจริงเถิด เพราะอัลลอฮฺทรงรักผู้ที่พูดความจริง” เขากล่าวว่า “โอ้ พ่อครับ มันเป็นเช่นนั้นจริง และชัยฏอนได้ล่อลวงฉัน และฉันกำลังสำนึกผิดและเสียใจ” เมื่อท่าน อุมา รฺ ได้ยินเช่นนั้น เขาก็จับมือของเขา แล้วจับคอเสื้อเขา และลากเขาไปยังมัสยิด เขากล่าวว่า “โอ้ พ่อครับ อย่าให้บทลงโทษด้วยดาบประหารฉันต่อหน้าผู้คนมากมายนี้เลย และจงตัดฉันเป็นชิ้นๆ ที่นี่เถิด” ท่าน อุมา รฺ กล่าวว่า “เจ้าไม่ได้ยินพระดำรัสของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเกียรติและสูงส่ง ที่ว่า ‘และให้กลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้ศรัทธาเป็นพยานในการลงโทษของเขาทั้งสอง’ (อันนูรฺ: 2) หรือ?” จากนั้นเขาก็ลากเขาไปจนกระทั่งนำเขาไปอยู่ต่อหน้าบรรดาสาวกของร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในมัสยิด แล้วเขากล่าวว่า “หญิงคนนั้นพูดจริง และอะบู ชะฮฺมะฮฺ ก็ยอมรับในสิ่งที่เธอกล่าว” เขามีทาสรับใช้คนหนึ่งชื่อ อัฟละหฺ เขากล่าวแก่เขาว่า “โอ้ อัฟละหฺ ฉันมีเรื่องจะขอให้เจ้าช่วย หากเจ้าทำให้สำเร็จ เจ้าจะเป็นอิสระเพื่อพระพักตร์ของอัลลอฮฺ” เขากล่าวว่า “โอ้ อะมีรุลมุอ์มินีน โปรดสั่งฉันเถิด” เขากล่าวว่า “จงจับลูกชายของฉันผู้นี้แล้วเฆี่ยนเขาหนึ่งร้อยที และอย่าได้ย่อหย่อนในการเฆี่ยนเขา” เขากล่าวว่า “ฉันไม่ทำหรอกครับ” แล้วเขาก็ร้องไห้และกล่าวว่า “ฉันน่าจะไม่ได้เกิดมาจากแม่ของฉันเลย จะได้ไม่ต้องถูกบังคับให้เฆี่ยนลูกชายของเจ้านายฉัน” ท่าน อุมา รฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวแก่เขาว่า “การเชื่อฟังฉันคือการเชื่อฟังร่อซูลุลลอฮฺ จงทำตามที่ฉันสั่งเจ้า จงถอดเสื้อผ้าของเขาออก” ผู้คนก็พากันร้องไห้คร่ำครวญ เด็กหนุ่มก็ชี้ด้วยนิ้วไปยังพ่อของเขาแล้วกล่าวว่า “โอ้ พ่อครับ โปรดเมตตาฉันเถิด” ท่าน อุมา รฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวแก่เขาพลางร้องไห้ว่า “พระเจ้าของเจ้าจะทรงเมตตาเจ้า และสิ่งนี้ก็เพื่อให้พระองค์ทรงเมตตาฉันและเจ้า” จากนั้นเขากล่าวว่า “โอ้ อัฟละหฺ จงเฆี่ยน!” เขาก็เฆี่ยนไปครั้งแรก เด็กหนุ่มกล่าวว่า “บิสมิลลาฮิร-เราะหฺมานิร-เราะหีม” ท่าน อุมา รฺ กล่าวว่า “เป็นชื่อที่ดีที่เจ้าเรียกหาลูกเอ๋ย” เมื่อเขาเฆี่ยนเป็นครั้งที่สอง เด็กหนุ่มกล่าวว่า “โอ๊ย พ่อครับ” ท่าน อุมา รฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “จงอดทนเหมือนที่เจ้าฝ่าฝืน” เมื่อเขาเฆี่ยนเป็นครั้งที่สาม เด็กหนุ่มกล่าวว่า “ความปลอดภัย” ท่าน อุมา รฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “พระเจ้าของเจ้าจะประทานความปลอดภัยแก่เจ้า” เมื่อเขาเฆี่ยนเป็นครั้งที่สี่ เด็กหนุ่มกล่าวว่า “โอ้ ช่วยด้วย!” ท่าน อุมา รฺ กล่าวว่า “ความช่วยเหลือจะมาเมื่อเผชิญความยากลำบาก” เมื่อเขาเฆี่ยนเป็นครั้งที่ห้า เด็กหนุ่มก็สรรเสริญอัลลอฮฺ ผู้ทรงเกียรติและสูงส่ง ท่าน อุมา รฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “เช่นนั้นแหละที่เจ้าควรสรรเสริญพระองค์” เมื่อเขาเฆี่ยนเป็นครั้งที่สิบ เด็กหนุ่มกล่าวว่า “โอ้ พ่อครับ ท่านฆ่าฉันแล้ว!” เขากล่าวว่า “ลูกเอ๋ย บาปของเจ้าต่างหากที่ฆ่าเจ้า” เมื่อเขาเฆี่ยนเป็นครั้งที่สามสิบ เด็กหนุ่มกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ท่านเผาหัวใจฉันแล้ว” เขากล่าวว่า “ลูกเอ๋ย ไฟนรกนั้นร้อนแรงยิ่งกว่า” ท่าน อิบนุ อับบาซ กล่าวว่า “เมื่อเขาเฆี่ยนเป็นครั้งที่สี่สิบ เด็กหนุ่มกล่าวว่า “โอ้ พ่อครับ ปล่อยฉันไปตามทางของฉันเถิด” เขากล่าวว่า “ลูกเอ๋ย เมื่อเจ้าได้รับบทลงโทษของอัลลอฮฺครบถ้วนแล้ว เจ้าจะไปที่ไหนก็ได้ตามต้องการ” เมื่อเขาเฆี่ยนเป็นครั้งที่ห้าสิบ เด็กหนุ่มกล่าวว่า “ฉันขอสาบานด้วยอัลกุรอาน ให้ท่านปล่อยฉันไปเถิด” เขากล่าวว่า “ลูกเอ๋ย ทำไมอัลกุรอานถึงไม่ตักเตือนเจ้า และไม่ห้ามเจ้าจากการฝ่าฝืนอัลลอฮฺ ผู้ทรงเกียรติและสูงส่งเล่า? โอ้ เจ้าเด็กหนุ่มเฆี่ยนต่อไปเถิด” เมื่อเขาเฆี่ยนเป็นครั้งที่หกสิบ เด็กหนุ่มกล่าวว่า “โอ้ พ่อครับ ช่วยฉันด้วยเถิด” เขากล่าวว่า “ลูกเอ๋ย แท้จริงแล้วชาวนรกเมื่อพวกเขาขอความช่วยเหลือ พวกเขาจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ” เมื่อเขาเฆี่ยนเป็นครั้งที่เจ็ดสิบ เด็กหนุ่มกล่าวว่า “โอ้ พ่อครับ ขอฉันดื่มน้ำสักอึกเถิด” เขากล่าวว่า “ลูกเอ๋ย หากพระเจ้าของเจ้าทรงทำให้เจ้าบริสุทธิ์ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะให้น้ำแก่เจ้าหนึ่งจิบ ซึ่งเจ้าจะไม่มีวันกระหายอีกเลย โอ้ เจ้าเด็กหนุ่มเฆี่ยนต่อไปเถิด” เมื่อเขาเฆี่ยนเป็นครั้งที่แปดสิบ เด็กหนุ่มกล่าวว่า “โอ้ พ่อครับ อัส-สลามุอะลัยกะ” เขากล่าวว่า “วะอะลัยกัส-สลาม หากเจ้าได้พบกับท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จงฝากสลามจากฉันไปให้ท่านด้วย และจงบอกท่านว่า: ‘ท่านได้ทิ้ง อุมา รฺ ไว้เบื้องหลัง เขากำลังอ่านอัลกุรอานและบังคับใช้บทลงโทษ’ โอ้ เจ้าเด็กหนุ่มเฆี่ยนเขาเถิด” เมื่อเขาเฆี่ยนเป็นครั้งที่เก้าสิบ คำพูดของเขาก็ขาดหายไปและอ่อนแรงลง บรรดาสาวกของร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็กระโดดมาจากทุกทิศทาง แล้วพวกเขากล่าวว่า “โอ้ อุมา รฺ ดูเถิดว่าเหลืออีกกี่ครั้ง จงเลื่อนออกไปอีกเวลาหนึ่งเถิด” เขากล่าวว่า “เหมือนที่การฝ่าฝืนไม่อาจเลื่อนออกไป การลงโทษก็ไม่อาจเลื่อนออกไปเช่นกัน” แล้วเสียงกรีดร้องก็ไปถึงแม่ของเขา เธอก็มาพร้อมกับร้องไห้และกรีดร้อง และกล่าวว่า “โอ้ อุมา รฺ ฉันจะทำหัจญ์ด้วยเท้าทุกครั้งที่ถูกเฆี่ยนหนึ่งที และฉันจะบริจาคเงินจำนวนเท่านั้นเท่านี้ dirham” เขากล่าวว่า “แท้จริงแล้วการทำหัจญ์และการบริจาคไม่อาจทดแทนบทลงโทษได้ โอ้ เจ้าเด็กหนุ่ม จงลงโทษให้ครบถ้วนเถิด” เมื่อถึงการเฆี่ยนครั้งสุดท้าย เด็กหนุ่มก็ล้มลงเสียชีวิต ท่าน อุมา รฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “ลูกเอ๋ย อัลลอฮฺได้ทรงชำระบาปของเจ้าแล้ว” เขาวางศีรษะของเด็กหนุ่มไว้บนตักของเขาพลางร้องไห้ และกล่าวว่า “พ่อของฉันยอมแลกกับผู้ที่ความจริงได้ฆ่าเขา พ่อของฉันยอมแลกกับผู้ที่เสียชีวิตเมื่อบทลงโทษสิ้นสุดลง พ่อของฉันยอมแลกกับผู้ที่พ่อและญาติพี่น้องของเขาไม่เมตตา!” ผู้คนมองดูเขา แล้วก็พบว่าเขาได้จากโลกนี้ไปแล้ว ไม่มีวันใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าวันนั้น ผู้คนต่างพากันร้องไห้และคร่ำครวญเสียงดัง หลังจากนั้นสี่สิบวัน ในเช้าวันศุกร์ ฮุซัยฟะฮฺ บิน อัล-ยะมานี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ มา ก็มาหาท่าน อุมา รฺ แล้วเขากล่าวว่า “ฉันได้ทำวิดรฺในตอนกลางคืน แล้วฉันก็ได้ฝันเห็นร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และมีเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่กับท่านพร้อมเสื้อผ้าสีเขียวสองชุด ร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “จงฝากสลามจากฉันไปให้ อุมา รฺ และจงบอกเขาว่า: ‘เช่นนี้แหละที่อัลลอฮฺทรงบัญชาให้เจ้าอ่านอัลกุรอานและบังคับใช้บทลงโทษ’” และเด็กหนุ่มกล่าวว่า “จงฝากสลามจากฉันไปให้พ่อของฉัน และจงบอกเขาว่า: ‘อัลลอฮฺได้ทรงทำให้ท่านบริสุทธิ์แล้วเหมือนที่ท่านทำให้ฉันบริสุทธิ์’ วัสสลาม”
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ
#1209 สถานะ: ฮะดีษปลอม باطل
111 - حديث: ((من تهاون في الصلاة عاقبه الله بخمس عشرة عقوبة، ستة منها في الدنيا، وثلاثة عند الموت، وثلاثة في القبر، وثلاثة عند خروجه من القبر.أما السِّتة التي تصيبه في الدنيا، فهي: ينزع الله البركة من عمره، ويمسح الله سمات الصالحين من وجهه، وكل عمل لا يُؤجر مِن الله، ولا يرفع له دعاء إلى السماء، وتمقته الخلائق في دار الدنيا، وليس له حظ في دعاء الصالحين.وأما الثلاثة التي تصيبه عند الموت، فهي: يموت ذليلًا، ويموت جائعًا، ويموت عطشانًا، ولو سُقي مياه بحار الدنيا ما روى عنه عطشه.وأما الثلاثة التي تصيبه في قبره، فهي: يضيِّق الله عليه قبره، ويعصره، حتى تختلف ضلوعه، ويُوقد الله على قبره نارًا في حمرها، ويسلِّط الله عليه ثعبانًا يسمَّى الشجاع الأقرع.وأما الثلاثة التي تصيبه يوم القيامة، فهي: يسلِّط الله عليه من يصحبه إلى نار جهنم على جمر وجهه، وينظر الله تعالى إليه يوم القيامة بعين الغضب يوم الحساب، ويقع لحم وجهه، ويحاسبه الله عز وجل حسابًا شديدًا ما عليه من مزيد، ويأمر الله به إلى النار وبئس القرار)).

คำแปลภาษาไทย

111 - ฮะดีษ: ((ผู้ใดละเลยในการละหมาด อัลลอฮฺจะทรงลงโทษเขาด้วยสิบห้าบทลงโทษ หกอย่างในโลกดุนยา และสามอย่างเมื่อตาย และสามอย่างในกุโบร์ (หลุมฝังศพ) และสามอย่างเมื่อเขาออกจากกุโบร์ (หลุมฝังศพ).

ส่วนหกอย่างที่ประสบแก่เขาในโลกดุนยานั้น คือ: อัลลอฮฺจะทรงดึงบะเราะกะฮฺ (ความจำเริญ) ออกจากอายุของเขา และอัลลอฮฺจะทรงลบลักษณะของผู้ทำความดีออกจากใบหน้าของเขา และทุกการงานจะไม่มีผลตอบแทนจากอัลลอฮฺ และการขอดุอาอ์ (วิงวอน) ของเขาจะไม่ถูกยกขึ้นสู่ฟากฟ้า และสิ่งถูกสร้างจะรังเกียจเขาในโลกดุนยา และเขาจะไม่มีส่วนในการขอดุอาอ์ (วิงวอน) ของผู้ทำความดี.

ส่วนสามอย่างที่ประสบแก่เขาเมื่อตายนั้น คือ: เขาจะตายอย่างน่ารังเกียจ และเขาจะตายอย่างหิวโหย และเขาจะตายอย่างกระหายน้ำ ถึงแม้ว่าเขาจะได้ดื่มน้ำทะเลของโลกดุนยา เขาก็ยังไม่หายกระหาย.

ส่วนสามอย่างที่ประสบแก่เขาในกุโบร์ (หลุมฝังศพ) ของเขานั้น คือ: อัลลอฮฺจะทรงทำให้กุโบร์ (หลุมฝังศพ) ของเขาแคบลง และบีบรัดเขา จนกระทั่งซี่โครงของเขาสับเปลี่ยนกัน และอัลลอฮฺจะทรงจุดไฟในกุโบร์ (หลุมฝังศพ) ของเขาในความร้อนแรงของมัน และอัลลอฮฺจะทรงส่งงูใหญ่ชื่อ อัช-ชุญาอฺ อัล-อักเราะอฺ มาให้เขา.

ส่วนสามอย่างที่ประสบแก่เขาในวันกิยามะฮฺ (วันฟื้นคืนชีพ) นั้น คือ: อัลลอฮฺจะทรงส่งผู้ที่จะนำเขาไปสู่นรกญะฮันนัม (นรก) ด้วยถ่านร้อนบนใบหน้าของเขา และอัลลอฮฺตะอาลาจะทรงมองดูเขาในวันกิยามะฮฺ (วันฟื้นคืนชีพ) ด้วยสายตาแห่งความโกรธแค้นในวันแห่งการสอบสวน และเนื้อบนใบหน้าของเขาจะหลุดล่วง และอัลลอฮฺอะซฺซะวะญัลจะทรงสอบสวนเขาอย่างรุนแรงยิ่งกว่านั้น และอัลลอฮฺจะทรงบัญชาให้เขาลงนรก และมันเป็นการพำนักที่เลวร้ายยิ่ง)).
คำตัดสินโดยสรุป เป็นโมฆะ

หน้า 1 จาก 2